สงครามโลกครั้งที่ 1

ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงเวลาที่ทวีปยุโรปมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดทาง

อารยธรรม ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและศิลปะวิทยาการ แต่ก็มีความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปค่อยๆก่อตัวขึ้นมา จนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 สร้างความเสียหายแก่ประเทศต่างๆในยุโรปอย่างมาก

สาเหตุ

  • ลัทธิชาตินิยม เกิดจากการแข่งขันแย่งชิงผลประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและการเมือง
  • ลัทธิจักรวรรดินิยม ความสำเร็จของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้ชาติมหาอำนาจใจยุโรปแข่งขันกันขยายดินแดนอาณานิคม เพื่อแสวงหาวัตถุดิบและตลาดระบายสินค้า
  • ลัทธินิยมทางทหาร หรือการแข่งขันด้านแสนยานุภาพทางทหาร ประเทศมหาอำนาจพยายามแข่งขันกันสะสมอาวุธและความเข้มแข็งทางทหาร เพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ชาติของตน ทำให้เกิดความหวาดระแวงกัน
  • การขยายตัวของระบบพันธมิตรทางทหาร ความหวาดระแวงตึงเครียดในปัญหาความขัดแย้งต่างๆทำให้ชาติมหาอำนาจของยุโรปต้องทำสัญญาผนึกกำลังกันเป็นพันธมิตรทางทหาร โดยแยกเป็น 2 ค่ายพร้อมที่จะใช้สงครามตัดสินปัญหา

ชนวนสงครามโลกครั้งที่ 1

เกิดกรณีลอบปลงพระชนม์เจ้าชายฟรานซีส เฟอร์ดินานด์ องค์รัชทายาทของจักรวรรดิออสเตรีย- ฮังการี ขณะเสด็จประพาสนครหลวงของแคว้นบอสเนีย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ 1914 โดยคนร้ายที่ถือสัญชาติเซอร์เบีย ทำให้รัฐบาลออสเตรีย-ฮังการี ปักใจเชื่อว่ารัฐบาลเซอร์เบียอยู่เบื้องหลัง สงครามขยายตัวออกเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายมหาอำนาจกลาง ได้แก่ ออสเตรีย-ฮังการี เยอรมนี ตุรกี และบัลแกเรีย อีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าฝ่ายสัมพันธมิตร ประเทศที่สำคัญได้แก่ สหภาพโซเวียต ฝรั่งเศส อังกฤษ

ผลของสงคราม สงครามยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายมหาอำนาจกลาง และความเสียหายของมนุษยชาติ เกิดองค์การสันนิบาตชาติ เพื่อทำหน้าที่รักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่จากความต้องการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศผู้ชนะสงคราม ทำให้สนธิสัญญาสันติภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมสำหรับประเทศที่แพ้สงครามโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สนธิสัญญาแวร์ซายส์ ซึ่งได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดสงครามครั้งใหม่ขึ้น

 

เหล่าทหารหาญในมหาสงครามโลกครั้งที่ 1

ปืนใหญ่ทันสมัยสุดในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1

ทหารเยอรมันในหลุมสนามเพลาะ